ความสุขผ่านพ้นไปรวดเร็ว

เกินกว่าจะยื้อให้ยืดยาว เมื่อความสุขของเรา

คือการได้อยู่กับคนที่รัก แต่เมื่อถึงเวลา

หน้าที่ และสิ่งที่รับผิดชอบ ทำให้เราต้องจากมา

น้ำตาจึงเป็นทางเดียว ในการปลดปล่อย

ความทรมานให้ลดน้อยลงไป แม้เพียงเสี้ยว

เล็กน้อย แต่มันก็ดีกว่าการกัดกั้น

ความรู้สึกเจ็บปวด ฝืนเป็นรอยยิ้ม ซึ่งเป็นรอยยิ้ม

ที่เหือดแห้งและไร้สุขที่สุดเท่าที่เราเคยยิ้มมา

ทำไมนะ เราต้องอ่อนไหวง่ายดายได้ถึงเพียงนี้

ไม่ว่าจะมีเรื่องใดๆเข้ามา ทำไมเราไม่อาจทำใจกับสิ่ง

ที่เราต้องเผชิญ กลัวการพลัดพราก เรายังคงเป็นเราเหมือนเดิม

เมื่อครั้งตอนที่ยังเป็นเด็กสินะ ...อยากโตเป็นผู้ใหญ่ตามอายุจริงๆ

ต่อไปจะเป็นอย่างไรนะ ความรักครั้งนี้ รักที่ไม่เลิกลา แต่ต้องห่างกัน

ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเจอกับสถานการณ์แบบนี้

มันทรมานมากกว่าการที่เราต้องเลิกลากับใครสักคนมากกว่า

เพราะคิดถึงแต่ไม่อาจพบเจอ..

ไม่อยากให้เวลาช่วงที่ดีที่สุดนี้หายไปเลย

ขอเถอะหากจากไปขอให้รักนี้หวลกลับคืน

 

เมื่อไหร่นะ หัวใจที่เหมือนถูกทำร้าย

จากคนรอบข้างจะหมดไปจากหัวใจเสียที

การโกหก หลอกลวงสิ่งที่ได้รับ

จากคนในสังคม จะอีกสักกี่คนกัน

ที่เราต้องตกเป็น เหยื่อ

เหมือนแมวน้อยที่หวาดกลัว

ต่อสนุขหิว ดุ

อ้างว้างเหลือเกินหัวใจ

อยากได้ใครสักคนปลอบใจ

แต่ไม่ไว้ใจใคร พยายามปรับเปลี่ยนความคิด

หากเวลาอีกเช่นกันทำให้เรียนรู้

ว่าไม่เคยมีใครที่สนิทใจ ได้อย่างไร้ข้อแม้

เธอ เธอ เธอ และเธอ

เขาทั้งหลายเข้ามาเพื่อเรียนรู้ในตัวเราเช่นกัน

และฝากรอยซ้ำ ประสบการณ์อันน่าหวาดกลัวให้

และจากไปเพื่อพบสิ่งใหม่ที่คิดว่าดีกว่า

ทิ้งเราไว้กับความทรงจำเก่าๆที่ตามหลอกหลอน

ไม่อาจลบเลือน

เมื่อไหร่กันนะ

จะมีคนมาปลดปล่อยหัวใจ

ที่ถูกขังไว้กับความเจ็บปวดนี้

หรือต้องเป็นเราเอง ที่ควรพยายาม

ก่อนจะหวัง จะเจอแสงสว่าง

จากใครอีกครั้ง

เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เราสร้างขึ้นเอง

หรือใครสักคนเข้ามาทำให้มันเกิดขึ้น

สิ่งที่รู้แน่ก็คือ ทุกเรื่องต้องมีผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ไม่หนึ่ง ก็สอง ไม่สองก็ สาม หรืออาจจะมากกว่า

และแล้วคนเหล่านั้นก็จะกลายมาเป็นคนในที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ของเรา พอเรื่องทุกอย่างผ่านพ้นก็จะกลายเป็นความทรงจำ

นานเข้าไปอีกเป็นอดีต จะแสนสุข แสนหวาน ขมขื่นมากเพียงใด

สุดแล้วแต่การมองโลก และการเลือกจดจำของคนคนนั้น

 

จะว่าไปแล้วโลกเรานี่ก็มีเรื่องในขบคิดมากมายเสียเหลือเกิน

ไม่ว่าจะกิน นอน เดิน นั่ง เชื่อว่าทุกคนต่าง มีความคิดไหลเวียน

ในหัวอยู่เสมอ ประเดี๋ยวก็คิดเรื่องนั้น จบเรื่องนั้นแวบมาต่อเรื่องนี้

ไม่รู้จักจบสิ้น ออกแนวรกสมอง เปลืองพลังงานสมองซะงั้น

และแล้วในที่สุดก็กลายมาเป็นคนคิดมาก..

หากจะให้มอง คนคิดมาก ในทัศนะของผู้เขียน

น่าจะแบ่งออกเป็นสอง

คือ หนึ่ง คิดมาก คือคิดถึงแต่เรื่องอดีตและความผิดพลาดของตน

ที่เคยได้ทำมาจนไม่สามารถทำชีวิตและเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆให้กับตัวเองได้

เพราะคิดแต่ว่าอาจไม่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว

ส่วนอีกประเภทของคนคิดมาก คือ พวกที่ชอบคาดเดาอนาคตล่วงหน้า

ในแง่ร้าย ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สิ่งที่่เราคิด อาจเกิดขึ้นได้จริงแค่ไม่กี่เปอร์เซ็น

คิดสิ ..อย่างเช่นเราคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ในอนาคต ล้วนเป็นเรื่องร้ายๆทั้งสิ้น

แต่พอเอาเข้าจริง หนึ่งในเรื่องที่คิด แค่เรื่องเท่านั้นที่เกิดขึ้นจริง

...การเป็นคนที่คิดมาก และมองโลกในแง่ร้าย ความจริงมีผลทำให้การดำรงชีวิตของเรา

ไม่อาจหาความสุขได้ หรือถ้าหาได้ก็อาจน้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ดี

 

ปล.ถ้าอยากเป็นคนที่มีความสุขละก้อ อย่าเป็นคนแบบแดนบีม อิอิ ยังจะมาตาหลก

ไว้มาต่อละกาน